โครงการดนตรีแห่งแผ่นดิน

จัดพิธีการไหว้ครูและครอบครูดนตรีไทย
โดยอาจารย์ถาวร ศรีผ่อง
ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ำค่าของชนชาติไทยแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม อันสืบเนื่องมาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบัน ควบคู่มากับศาสนาพุทธและพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งยึดมั่นถือมั่นโดยผู้ที่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนดนตรีไทยทุกคนต้องผ่านการครอบครู ไหว้ครูดนตรีไทยอันเป็น ศิริมงคล ความเจริญ ความเฉลียวฉลาด ความรู้ความสามารถของผู้เรียน ซึ่งจะเจริญก้าวหน้าต่อไปจึงต้องเข้าร่วมพิธีไหว้ดนตรีไทย ตามลำดับขั้นตอนการครอบครูต่าง ๆ ดังนั้น โครงการดนตรีแห่งแผ่นดินจึงได้จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพิธีไหว้ครูดนตรีไทยได้รับความเป็นสิริมงคลในชีวิตสืบไป ความกตัญญูและกตเวที เป็นคุณธรรมอันสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ฝังแนบแน่นอยู่ในจิตใจของคนไทยเป็นประจำมาตั้งแต่โบราณกาลมาจนปัจจุบันนี้ และต่อไปเบื้องหน้าก็จะไม่มีวันเสื่อมคลาย บุคคลใดเป็นบุพการีมีคุณมาก่อนเป็นต้นว่า บิดา มารดา ครู อาจารย์ เจ้าขุนมูลนาย หรือญาติมิตรทั้งปวง ที่ได้กระทำคุณแก่ตนมาแล้ว ชาวไทยเราจะต้องระลึกถึงคุณ และเมื่อมีโอกาสก็จะต้องตอบแทนบุญคุณเสมอ ในวันขึ้นปีใหม่เรานำเสื้อผ้าและน้ำหอมไปรดน้ำ บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ และผู้ที่เคารพนับถือ อันได้มีบุญคุณมาแล้ว เพื่อขอพรต่อท่านผู้ใหญ่นั้น เป็นการกระทำด้วยจิตกตัญญูและกตเวทีนั่นเอง ศิลปินไม่ว่าช่างเขียน ช่างปั้น นักดนตรี และละคร จะต้องกระทำพิธีไหว้ครูเป็นประจำทุก ๆ ปี นี่ก็ด้วยความมั่นคงในความกตัญญูกตเวทีแต่การไหว้ครูของศิลปินนี้ ไหว้ทั้งครูที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีชีวิตอยู่และครูที่ได้ตายไปแล้ว ตลอดจนกระทั่งเทพเจ้าซึ่งตามคตินิยมถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ และเป็นผู้มีอุปการคุณแก่ศิลปินที่ตนเรียนรู้นั้นเอง การไหว้ครูของดนตรีไทยนั้น ก็มีหลายอย่าง เวลาก่อนนอน เราสวดมนต์ไหว้พระแล้วก็ไหว้ครูบาอาจารย์ด้วย นี่เป็นการไหว้ครูโดยปรกติวิสัย เราไหว้ทุกวันจะเป็นวันไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นการประกอบพิธีไหว้ครูที่เป็นพิธีรีตอง มีเครื่องสังเวย มีครูผู้เป็นหัวหน้าอ่านโองการตามแบบแผนอย่างนี้จะต้องทำให้วันพฤหัสบดีเท่านั้น เพราะถือว่าพระพฤหัสบดีเป็นครูทั่วทุกวิชา บ้านใดมีเครื่องปี่พาทย์ มีผู้บรรเลงเป็นหมู่คณะ มักจะประกอบพิธีไหว้ครูเป็นประจำทุก ๆ ปี ส่วนคณะที่เป็นอดิเรก เช่นมหาวิทยาลัยหรือธนาคาร หรือสถาบันใด ๆ ก็ตาม มักจะเลือกทำตามโอกาสที่อำนวย การไหว้ครู อาจมีบางท่านเห็นเป็นการเชื่ออย่างเหลวไหล แต่พวกนักดนตรีทุกคนทราบดีถึงผลของการไหว้ครู เพราะ

1. เป็นการประกันความยึดมั่นในความเคารพจงรักภักดีต่อครู ได้ผลในการอบรม จรรยาอย่างมาก ศิษย์ที่ดีจะไม่กล้าทรยศต่อครูของตนเลย
2. เป็นการขออภัยโทษในระหว่างครูกับศิษย์ แม้ว่าจะมีข้อผิดพ้องหมองใจ ก็เป็นอันให้อภัยซึ่งกันและกัน เมื่อศิษย์ผู้นั้นมาทำการเคารพในพีธีไหว้ครู

3. เป็นการสมานสามัคคีในระหว่างเพื่อนศิษย์ด้วยกัน
4. ปลูกความเชื่อมั่น มีจิตใจเข้มแข็งเชื่อภูมิความรู้ และความสามารถของตน ฯลฯ

การครอบดนตรีไทย
การ "ครอบ" นอกจากจะหมายถึง การอนุมัติให้เรียนวิชาในชั้นนั้น ๆ ได้แล้วยังเป็นการประกาศความสามารถ หรือความสำเร็จทางวิชาการดนตรีไทยเป็นลำดับชั้นเหมือนการเรียนวิชาสามัญ ซึ่งจะต้องไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้นจากชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษา ปริญญาโทและปริญญาเอกตามลำดับ ดังนั้น "การครอบ" อาจถือเป็นการเทียบวุฒิทางดนตรีตามแบบฉบับการเรียนการสอนแบบไทยโบราณ

การครอบอาจแบ่งได้ดังนี้
1. การครอบเบื้องต้น เมื่อเริ่มเรียนดนตรีเป็นการครอบอย่างย่อ การครอบระดับนี้ถือเป็นการของอนุญาตให้ผู้รับการครอบได้ศึกษาพื้นฐานความรู้เบื้องต้น ผู้เรียนจะนำดอกไม้ธูปเทียนและเงินกำนลมามอบให้ครู ครูจะจับมือศิษย์ให้ตีฆ้องวงใหญ่ ขึ้นต้นเพลงสาธุการสามครั้ง แสดงว่าจะเริ่มเรียนต่อไปได้ และจะเริ่มเรียนด้วยเพลงชุดโหมโรงเช้า และโหมโรงเย็น (ยกเว้นเพลงตระโหมโรง) ฯลฯ
2. การครอบระดับที่สอง เป็นการครอบหลังจากที่ศิษย์ได้ต่อเพลงเบื้องต้นไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเพลงในชุดโหมโรงเช้า และโหมโรงเย็นและจะเริ่มเรียนเพลงตระโหมโรง ซึ่งได้เว้นไว้เมื่อเรียนชั้นแรก โดยครูจะจับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่ขึ้นต้นตีเพลงตระโหมโรงสามครั้ง
3. การครอบระดับที่สาม การครอบโหมโรงกลางวันเป็นการครอบหลังจากที่ศิษย์ต่อเพลงสำคัญไปได้ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเพลงชุดตระโหมโรง และเพลงเรื่อง ครูจะจับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่ ขึ้นต้นด้วยเพลงกระบองกันสามครั้ง เพราะเพลงในชุดโหมโรงกลางวันถือว่าเพลงกระบองกันเป็นเพลงสำคัญ
4. การครอบระดับที่สี่ การครอบเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง ครูจะจับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่ขึ้นต้นเพลงบาทสกุณีสามครั้ง เพราะถือว่าเพลงบาทสกุณีเป็นเพลงสำคัญในประเภทหน้าพาทย์ชั้นสูง
5. การครอบระดับที่ห้า การครอบรับมอบสิทธิในการเป็นครู เป็นการครอบหลังจากที่ศิษย์ต่อเพลงสำคัญได้หมดแล้ว สามารถที่จะออกไปเป็นครูผู้สอน ซึ่งสามารถเผยแพร่และถ่ายทอดให้กับผู้อื่นต่อไปได้
6. การครอบระดับสูงสุด การครอบเพลงองค์พระพิราพเป็นการครอบแบบแผนพิเศษคือ ต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี อยู่ในศีลในธรรม มีสติ และมีความรับผิดชอบต่าง ๆ และต้องอายุ 30 ปีขึ้นไป ถึงอายุยังไม่ถึง 30 ปี ต้องบวชเรียนเสียก่อน หรือมิฉะนั้นจะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงจะรับการครอบให้เรียนได้
พิธีไหว้ครูและพิธีครอบเป็นพิธีบุรพาจารย์ได้กำหนดระเบียบบัญญัติแบบแผนให้ปฏิบัติด้วยหลักเกณฑ์อันดีสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ แบบแผนของการ "จับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่" นั้น ผู้รับการครอบจะสามารถไปปฏิบัติเครื่องดนตรีอย่างอื่น เช่น ระนาด ปี่ กลอง ได้ แต่ผู้ที่เรียนตะโพน ครูผู้ทำพิธีอาจจะจับมือให้ตีตะโพนได้ ส่วนเครื่องดนตรีประเภทที่ไม่สะดวกกับการจับมือให้สีหรือดีดได้ ครูผู้ทำพิธีจะใช้ฉิ่งครอบที่ศีรษะของศิษย์ผู้นั้น

หมายเหตุ มีการครอบครูระดับสูงสุดและเป็นพิเศษอีก 2 วิธี คือ
1. การครอบเพื่อประสิทธิ์ประสาทให้ศิษย์ รับมอบการเป็นผู้สืบทอดมรดกสำคัญในทางดนตรีไทย คือสามารถเป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครูได้ ทั้งนี้ครูจะต้องพิจารณาศิษย์นั้น ๆ เป็นพิเศษโดยวิเคราะห์จากทุกด้าน ทั้งความรู้ คุณธรรม และอื่น ๆ
2. การครอบโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชานุญาต และพระราชทานครอบให้ ในกรณีที่ขาดผู้สืบทอดจาก ข้อ 1

โอม
โอม เป็นคำในภาษาสันสกฤตแปลว่า นอบน้อม ชาวฮินดูใช้เป็นคำขึ้นต้นก่อนจะกล่าวบทมนต์ใด ๆ หรือก่อนการสวดภาวนามนต์เพื่อแสดงความเคารพ หรือนอบน้อมต่อเทพเจ้า และการกล่าวคำ โอม เป็นการตั้งจิตให้เกิดสมาธิ เมื่อสวดภาวนามนต์ใด ๆ มนต์บทนั้น ๆ ก็จะเกิดความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังนำคำ โอม มาผสมกับคำ การมีความหมายว่า การทำการนอบน้อมต่อเทพเจ้าต่อมาความหมายเคลื่อนไป คำ โองการ จึงหมายถึงองค์เทพเจ้านั่นเอง และไทยได้นำคำโองการนี้มาใช้ในความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงศักดิ์เสมอเทพเจ้า เช่น ใช้ในพระราชสัญจกรมหาอุณาโลม อันเป็นสัญลักษณ์ที่นำมาจากพระเนตรที่สามของพระอิศวร ก็นิยมเรียกว่า ตรามหาโองการ ซึ่งหมายไปถึง องค์พระอิศวร หรือพระผู้เป็นใหญ่สูงสุด นอกจากนั้น ยังนำคำโองการมาใช้ในเชิงอำนาจ และอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า และหมู่เทวดาบันดาลให้เกิดผลเห็นเท็จจริง ดังปรากฏในคำแช่งต่าง ๆ เช่น แช่งน้ำ ลุยเพลิง ก็เรียกว่า อ่านโองการ
ขั้นหลังต่อมาคำ โองการ มีความหมายกลายไปอีก ปัจจุบันเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึง คำสั่ง

คำกล่าวบูชาครู
คำกล่าวบูชา หรือคาถาอ่านโองการในพิธีไหว้ครูดนตรีไทยนี้ได้เข้ามาจากพิธีพราหมณ์ เมื่อไทยรับมาปฏิบัติก็เพิ่มพิธีทางพระพุทธศาสนาเข้าด้วย ต้องเริ่มด้วยอาราธนาคำนมัสการคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก่อน แล้วจึงเชิญเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งในคำอ่านโองการจะมีออกพระนาม เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ โดยเฉพาะดุริยะเทพ 3 องค์ คือ พระวิษณุกรรม พระปัญจสิขรณ์ และพระปรคนธรรพ ซึ่งนักดนตรีเคารพว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายปี่พาทย์ และพระพิราธ หรือพระพิราศ ซึ่งเป็นที่เคารพของพวกฝ่ายนาฎศิลป์ เพราะว่าดนตรีและนาฎศิลป์ นังถือเทพทั้ง 2 องค์ คือ พระปรคนธรรพ และพระพิราพ เช่นเดียวกัน ในการเชิญครูเทพทั้งหลายเข้าสู่บริเวณพิธีจะมีดนตรีประกอบด้วย เรียกว่าหน้าพาทย์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเชิญพระฤาษีอีก 7 ตน (องค์) มาช่วยอวยพรด้วย ในตำรากล่าวว่ามีฤาษีร้อยกว่าองค์ที่เป็นอาจารย์ประจำวิชาต่าง ๆ เช่น บางองค์ก็คงเคยได้ยินชื่อจากในเรื่องรามายณะ จากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ร.6 เช่น ฤาษีทุรวาส ฤาษีโคบุตร ฤาษีวิศวามิศร์ ฯลฯ และที่ยังไม่เคยได้ยินชื่ออีกมาก ในการเชิญมาในพิธีไหว้ครูนี้ ก็เลือกจากนามของฤาษีที่คิดว่าเป็นมงคลนามของการดนตรีและนาฎศิลป์ เท่าที่เคยรู้จักกันมาในหมู่นักศิลปประเภทนี้แล้วพิธีคือ พระภรตมนี พระนารท (พระฤาษีนารอด) ได้เชิญเพิ่มอีก 5 องค์ คือ พระฤาษีสิทธิมนต์ พระฤาษีทัศนมงคล พระฤาษีขจรบันลือลาภ พระฤาษีกัสสป บรมครูฝ่ายวิชาการเกษตร ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องบูชาพระฤาษีทั้งหลายที่ออกนามมาแล้ว และยังที่มิได้ออกนามอีกได้มาจากหนังสือคัมภีร์ พรหมประวัติ ซึ่งท่านครูนิ่ม โพธิ์เอี่ยม รวบรวมไว้และ พ.จ.อ.ไมตรี พุ่มเสนาะ ได้เป็นผู้จัดพิมพ์ขึ้นนำมามอบให้แก่มูลนิธิ "หลวงประดิษฐ์ไพเราะ"
ดุริยเทพ
พระอิศวร
เทพเจ้าผู้สร้างโลก มีกายสีขาว มีหน้า ๑ หน้า ๔ มือ มงกุฎน้ำเต้าหรือมงกุฎทรงเทริดน้ำเต้ากาบ มีพระอุมาภควดีเป็นอัครมเหสี และพระมเหศวรีเป็นมเหสีองค์ที่ ๒ มีเทวโอรส ๒ องค์ คือ พระขันทกุมาร และพระคเณศร์ แต่ในเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ว่ามีพระโอรส ๓ พระองค์ คือ พระขันทกุมาร พระพิเนส และพระพินาย

พระนารายณ์
เป็นเทพเจาผู้รักษาความดี กายสีดอกตะแบก (ชมพูอมม่วง) มีหน้า ๑ หน้า ๔ มือ ยอดมงกุฎชัย พระลักษมีเทพี เทพเจ้าแห่งลาภ และความดีเป็นพระมเหสี

พระพรหม
เป็นเทพเจ้าแห่งพรหมวิหาร มีสีขาว มี ๔ หน้า ๘ มือ หน้า ๒ ชั้น มงกุฎเทริดน้ำเต้ากลม พระมเหสีทรงพระนาม สุรัสวดี ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการศึกษา

พระวิสสุกรรม
พระวิสสุกรรมนี้เรียนกันต่าง ๆ เช่น พระวิศวกรรมบ้าง พระพิษณุกรรมบ้าง หรือพระเพชรฉลูกรรมบ้าง แต่นั่นไม่เป็นสิ่งสำคัญด้วยเรามีจิตมุ่งที่จะไหว้เทพเจ้าแห่งดุริยางค์เท่านั้น เทพเจ้าองค์นี้มีกายสีเขียว ๑ หน้า ๒ มือ หัวโล้น นิยมเขียนเป็นลายดอกไม้ทองตามคำอธิบายของ อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้บรรยายไว้ในหนังสือดุริยเทพว่า เป็นนายช่างใหญ่ของเทวดา เป็นเจ้าแห่งช่างทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น เขียน ปั้น หล่อ ก่อสร้าง สำหรับในด้านการดนตรีเคยมีนิยายเล่าสืบกันมาว่า ในครั้งกระโน้นเมืองมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะร้องจะเล่นอะไรก็ไม่มีระเบียบ มีถ้อยคำหยาบโลนปราศจากจังหวะจะโคน เหตุอันนี้ร้อนขึ้นไปถึงพระอินทร์ ต้องมีเทวโองการสั่งให้พระวิสสุกรรมลงมาจัดการ เมื่อพระวิสสุกรรมได้รับเทวโองการแล้วจึงแปลงกายเป็นคนชราลงมาสั่งสอนเด็ก ๆ และชาวเมืองให้รู้จักร้อง รู้จักเล่นให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังดลบันดาลให้เครื่องดนตรีมีลักษณะถูกต้อง และบังเกิดเสียงอันไพเราะด้วย ตรงกับคำอ่านโองการที่ว่า "ท่านประสิทธิ์สาปสรรค์เครื่องเล่นสิ่งสารพันในแหล่งหล้า" ดุริยางค์ศิลปินจึงยกย่องพระวิสสุกรรมว่าเป็นเทพเจ้าแห่งดนตรีอีกองค์หนึ่ง

พระปัญจสีขร
เทพเจ้าองค์นี้เดิมเป็นมนุษย์ เป็นเด็กเลี้ยงโคไว้ผล ๕ แหยม เป็นผู้ที่มีใจเลื่อมใสศรัทธาในทางกุศลสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หลายอย่าง เมื่อตายไปจึงไปเกิดเป็นเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชมีชื่อว่า "ปัญจสิขคนธัพพเทพบุตร" มีมงกุฎ ๕ ยอด มีร่างกายเป็นสีทอง มีกุณฑล มี ๑ หน้า ๔ มือ ทรงอาภรณ์แล้วไปด้วยนิลรัตน์ ทรงภูษาสีแดง มีความสามารถในเชิงดีดพิณ และขับลำนำเป็นเลิศจนเป็นที่โปรดปรานของพระสมณโคดมพุทธเจ้าถึงกับทรงอนุญาตให้เฝ้าได้ทุกเวลา เป็นเทพเจ้าแห่งวิชาการดนตรี

พระปรคนธรรพ
พระปรคนธรรพ เป็นยอดของเทพคนธรรพ์ร่างกายมีขนวนเป็นทักษิณาวรรต มงกุฎชฎายอดฤาษี หรือยอดกะตาปาสีเขียวใบแค เป็นเทพเจ้าแห่งวิชาการดนตรี

พระฤาษี
พระฤาษีทั้งหมดมี ๓๕ ตน มีชื่อต่าง ๆ กัน พระฤาษีที่นำมาตั้งสำหรับบูชาในพิธีไหว้ครูดนตรีไทยมีชื่อว่า "พระภรตฤาษี" (อ่าน พระ-พะ-รด-รือ-สี) ผู้ชึ่งได้รับเทวโองการจากพระพรหมผู้สร้างโลก ให้นำศิลปการรำท่ารำศิวนาฏราชมาบังเกิดในเมืองมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นเทพแห่งศิลปด้วย

พระคเณศร์
เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ มีกายสีแดงสัมฤทธิ์ มีหน้าเป็นช้าง มี ๔ มือ มงกุฎทรงเทริดน้ำเต้ากลม เป็นเทวโอรสของพระอิศวรกับพระอุมา

พระพิราพ
เป็นอสูรเทพบุตร กายสีม่วงแก่ มี ๑ หน้า ๒ มือ หัวโล้น (พิราพเกินป่า) มีกายเป็นวงทักขิณาวัฎ พระพิราพทรงเครื่อง ทรงมงกุฎยอดเดินหน