|
เครื่องเป่า
เครื่องเป่า เป็นเเครื่องเป่า
เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงจากลมเป่า
อุปกรณ์ดังเดิมได้จากพืช ได้แก่หลอดไม้ต่าง
ๆ และจากสัตว์ ได้แก่ เขาสัตว์ต่างๆ
ต่อมาได้มีวิวัฒนาการด้วยการเจาะรูและทำลิ้น
เพื่อให้เกิดระดับเสียงได้มาก เครื่องดนตรีเหล่านี้
ได้แก่ ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ ปี่ ชนิดต่าง
ๆ และแคน เป็นต้น
ปี่
เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า ปกติ เลาปี่
ทำด้วยไม้แก่น ต่อมามีผู้คิดทำด้วยงา
โดยกลึงให้เป็นรูปบานหัว และบานท้าย
ช่วงกลางป่อง ภายในกลวง ทางหัวใส่ลิ้นเป็นช่องรูเล็ก
ทางท้ายปากรูใหญ่ ใช้งา ชัน หรือวัสดุอย่างอื่นมาหล่อเสริมตอนหัว
และตอนท้าย เรียกว่า "ทวน"
ทางหัวเรียกว่า "ทวนบน" ทางท้ายเรียกว่า
"ทวนล่าง" ช่วงที่ป่องกลาง
เจาะรูนิ้วสำหรับเปลี่ยนเสียง เรียงลงมาตามข้างเลาปี่
จำนวน ๖ รู ที่รูเป่าตอนทวนบนใส่สิ้นสำหรับเป่าเรียกว่า
ลิ้นปี่ ทำด้วยใบตาลซ้อน ๔ ชั้น ตัดกลมผูกติดกับท่อกลมเล็ก
ๆ ที่เรียกว่า "กำพวด" ทำด้วยโลหะ
มีลักษณะเรียว วิธีผูกเชือกให้ลิ้นใบตาลติดกับกำพวดเรียกว่า
"ผูกตะกรุดเบ็ด"
 |
ปี่มอญ
เป็นปี่สองท่อน เหมือนปี่ชวา แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่า
เลาปี่ทำด้วยไม้ ลำโพงทำด้วยโลหะ
ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์มอญ หรือสมัยก่อนเรียกว่า
ปีพาทย์รามัญ |
ระนาด
น่าจะมีวิวัฒนาการจากกรับหลาย ๆ
อัน มาวางเรียงตีให้เกิดเสียง แล้วเอามาวางบนรางเพื่อให้อุ้มเสียงได้
แล้วใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่างๆ
แล้วจึงไว้บนราง ตีแล้วเกิดเสียงกังวาล
ลดหลั่นกันไปตามลูกระนาด ระนาดที่ให้เสียงแกร่งกร้าว
อันเป็นระนาดดั้งเดิมเรียกว่า ระนาดเอก
ที่ให้เสียง นุ่ม ทุ้ม เรียกว่า
ระนาดทุ้ม |
| |
 |
 |
ปี่ชวา
เป็นปี่สองท่อน รูปร่างลักษณะเหมือนปี่ไฉน
แต่ย่าวกว่า ทำด้วยไม้หรืองา เนื่องจามีขนาดยาวกว่าปี่ไฉน
จึงให้เสียงแตกต่างไปจานปี่ไฉน
เข้าใจว่าไทยนำปีชวาเข้ามาใช้คราวเดียวกับ
กลองแขก จากหลักฐานพบว่ามีการใช้ปี่ชวา
ในกระบวนพยุหยาตรา ในสมัยอยุธยาตอนต้น
|
| |
 |
 |
ปี่ไฉน
เป็นปี่สองท่อน ถอดออกจากกันได้
ท่อนบนเรียงยาว ปลายผายออกเล็กน้อยเรียกว่า
"เลาปี่" ท่อนล่างปลายบานเรียกว่า
"ลำโพง" ทำด้วยไม้หรืองา
ปี่ชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจาก
เครื่องดนตรีของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเป่าที่ทำด้วยไม้
ไทยใช้ปี่ชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ปัจจุบันใช้ในขบวนแห่ คู่กับปี่ชวา
จ่าปีใช้เป่านำกลองชนะในกระบวนพยุหยาตรา
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
ปี่กลาง
|
ปี่ใน
|
ปี่นอก
|
|
ปี่แต่เดิมคงจะใช้เป่านำวงดนตรี
และใช้กับวงเครื่องตีเป็นพื้นจึงเรียกว่า
วงปี่พาทย์ ปี่ไทยมีสามขนาดด้วยกันคือ
ปี่นอกเป็นขนาดเล็ก ปี่กลางเป็นขนาดกลาง
และปี่ในเป็นขนาดใหญ่
|
| |
| |
แตร
เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า ทำด้วยโลหะ
แตรที่ใช้ในการพระราชพิธีของไทยมาแต่โบราณ
มีสองชนิด คือ แตรงอนและแตรฝรั่ง
|
| |
 |
 |
แตรฝรั่ง
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "แตรลำโพง"
มีลักษณะ ปากบานคล้ายดอกลำโพง ในกฎมณเฑียรบาล
เรียกว่า "แตรลางโพง"
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เรียกว่า "แตรวิลันดา"
|
| |
 |
 |
แตรงอน
เข้าใจว่าได้แบบอย่างจากอินเดีย
เนื่องจากอินเดียมีแตรรูปแบบเดียวกันนี้ใช้อยู่
และมีชื่อซึ่งแปลความหมายว่าเขาสัตว์
ซึ่งเดิมคงทำจากเขาสัตว์ แตรงอนของไทยที่ใช้ในงานพระราชพิธีของไทย
ทำด้วยโลหะชุบเงิน ทำเป็นสองท่อนสวมต่อกัน
ท่อนแรกเป็นหลอดโค้งเรียวยาว สำหรับเป่าลมปากตรงที่เป่าทำให้บานรับกับริมฝีปาก
เรียกว่า "กำพวด" ท่อนปลายเป็นลำโพง
มีเส้นเชือกริบบิ้นผูกโยง ท่อนเป่ากับท่อนลำโพงไว้ด้วยกัน
|
| |
| |
ขลุ่ย
เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า มักทำจากไม้รวก
ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง และงาช้าง แต่ที่ทำจากไม้รวกจะให้เสียงนุ่มนวล
ไพเราะกว่า ขลุ่ยมี ๕ ชนิด คือ
ขลุ่ยกรวด ขลุ่ยนก ขลุ่ยเพียงออ
ขลุ่ยหลีบ และขลุ่ยอู้ ขลุ่ยมีส่วนประกอบดังนี้
-
เลาขลุ่ย คือ ตัวขลุ่ย มีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย
มักนิยมประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ ลงบนตัวขลุ่ย
เช่น ลายดอกพิกุล ลายหิน และลายลูกระนาด
เป็นต้น
-
ดาก คือ ไม้อุดปากขลุ่ย นิยมใช้ในไม้สักทอง
เหลากลมให้คับแน่นกับร่องภายในของปากขลุ่ย
ฝานให้เป็นช่องว่าง ลาดเอียงตลอดชิ้นดาก
ให้เป่าลมผ่านไปได้>
-
รูเป่า เป็นรูสำหรับเป่าลมเข้าไป
-
รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะร่องรับลม
จากปลายดากภายในขลุ่ย อยู่ด้านเดียวกับรูเป่า
อยู่สุดปลายดากพอดี เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
รูปากนกแก้วนี้ทำให้เกิดเสียง เทียบได้กับลิ้นของขลุ่ย
-
รูเยื่อ เป็นรูสำหรับบิดวัสดุที่ทำให้เสียงสั่นพริ้ว
มักใช้เยื่อไม้ไผ่ หรือเยื่อหัวหอมปิด
อยู่ด้านขวามือ
-
รูค้ำ หรือรูนิ้วค้ำ เป็นรูสำหรับให้นิ้วหัวแม่มือปิด
เพื่อบังคับเสียง และประคองเลาขลุ่ยขณะเป่า
อยู่ด้านล่างเลาขลุ่ย ต่อจากรูปากนกแก้วไปทางปลายเลาขลุ่ย
-
รูบังคับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย
มีอยู่ ๗ รู ด้วยกัน
-
รูร้อยเชือก มี ๔ รู หรือ ๒ รูก็ได้
อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลุ่ย โดยการเจาะทะลุบน-ล่าง
และ ซ้าย-ขวา ให้เยื้องกันในแต่ละคู่
เสียงขลุ่ยเกิดจากเป่าลม และใช้นิ้วมือปิดเปิดรูบังคับเสียง |
| |
 |
 |
ขลุ่ยอู้
เป็นขลุ่ยขนาดใหญ่ ระดับเสียงต่ำสุด
ต่ำกว่าระดับเสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออ
ลงไปอีก ๒ เสียง ใช้บรรเลงในวงปีพาทย์ดึกดำบรรพ์
|
| |
 |
 |
ขลุ่ยหลีบ
เป็นขลุ่ยขนาดเล็ก มีเสียงสูงแหลมเล็ก
ระดับเสียงต่ำสุดสูงกว่า เสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออขึ้นมา
๓ เสียง ใช้เป่าคู่กับขลุ่ยเพียงออ
หรือขลุ่ยกรวด มีอยู่สองชนิด คือ
ขลุ่ยหลีบเพียงออ และขลุ่ยหลีบกรวด
|
| |
 |
 |
ขลุ่ยเพียงออ
เป็นขลุ่ยขนาดกลาง ระดับเสียงต่ำสุดคือ
เสียงโด ของไทย ใช้เป็นหลักเทียบเสียง
ในวงเครื่องสาย เครื่องตี ถ้าเล่นกับวงมโหรี
ขลุ่ยเพียงออต้องมีระดับเสียง ได้ระดับเดียวกับลูกฆ้องวงใหญ่
ลูกที่ ๑๐ ที่เรียกว่า ลูกเพียงออ
|
| |
 |
 |
ขลุ่ยนก
เป็นขลุ่ยพิเศษ ทำขึ้นเพื่อ เสียงสัตว์ต่างๆ
โดยเฉพาะนก ใช้บรรเลง ประกอบในวงดนตรี
เพื่อให้เกิดจินตนาการ ในการฟังเพลงได้ดียิ่งขึ้น
บางครั้งยังใช้ ลิ้นปี่มาประกอบกับ
ตัวขลุ่ยเพื่อเลียนเสียงไก่ ขลุ่ยพิเศษเหล่านี้นิยมใช้บรรเลง
เพลงตับนก และตับภุมรินทร์
|
| |
 |
 |
ขลุ่ยกรวด
มีขนาดเล็กกว่า ขลุ่ยเพียงออ ระดับเสียงต่ำสุดสูงกว่า
ระดับเสียงของขลุ่ยเพียงอออยู่
๑ เสียง |
-
หมอน เป็นวัสดุที่วางหมุนระหว่างหน้าซอกับสายซอเพื่อให้ได้เสียงกับวาน
บางทีเรียกว่า หย่อง
-
คันชัก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง กลึงให้ได้รูป
ขึงเส้นหางม้า ประมาณ ๒๕๐ เส้น
เส้นหางม้านี้จะสอดเข้าระหว่าง
สายเอกกับสายทุ้ม
การเทียบเสียง สายเอกมีระดับเสียงตรงกับสายทุ้มของซอด้วง
สายทุ้มมีเสียงต่ำกว่าสายเอก ๕
เสียง |
| |
|
|
|