|
เครื่องดีด
ได้แก่ กระจับปี่ พิณ จะเข้
เครื่องดีด เป็นเครื่องสายที่มีกระโหลกเสียง
และใช้นิ้วมือ หรือไม้ดีดสายให้สั่นสะเทือนจนเกิดเป็นเสียงเช่น
พิณ กระจับปี่ จะเข้ ซึง เป็นต้น ตามประวัติกล่าวว่า
เครื่องมือประเภทนี้มีกำเนิดจากประเทศทางตะวันออกคือบรรดาประเทศในทวีปเอเซีย
แล้วประเทศทางตะวันตก คือ บรรดาประเทศในทวีปยุโรปจึงได้นำไปดัดแปลง
สร้างเครื่องดนตรีในประเภทเดียวกัน
เป็นของตนในภาษาบาลีและสันสกฤตเรียกเครื่องดนตรีประเภทนี้ว่า
พิณ สำหรับของไทยมีปรากฎชื่อนี้ในศิลาจารึกของ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในสมัยกรุงสุโขทัย
 |
กระจับปี่
พัฒนามาจากเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งของอินเดีย
มีต้นกำเนิดจากการดีดสายธนู ตามหลักฐานพบว่า
กระจับปี่มีมาตั้งแต่ สมัยสุโขทัย
|
กระจับปี่
เป็นพิณชนิดหนึ่ง มี ๔ สาย กระพุ้งพิณมีลักษณะ
เป็นกล่องแบน รูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูมุมมน
ด้านหน้าทำเป็นช่อง ให้เสียงกังวาน
ทวนทำเป็นก้านเรียวยาวและกลมกลึงปลายแบน
และงอนโค้งไปด้านหลัง ตรงปลายทวนมีลิ่มสลักเป็นลูกบิดไม้
สำหรับขึ้นสาย ๔ ลูก สายส่วนมากทำด้วยสายเอ็น
หรือลวดทองเหลือง ตลอดแนวทวนด้านหน้าทำเป็น
"สะพาน" หรือ นม ปักทำด้วยไม้
เขาสัตว์หรือกระดูกสัตว์ สำหรับหมุนสายมี
๑๑ นม
บนหน้ากระพุ้งพิณ
มีชิ้นไม้หรือชิ้นโลหะรองสายไว้เรียกว่า
"หย่อง" ทำหน้าที่ถ่ายทอดแรงสะเทือน
จากการดีดสายลงมาสู่ ตัวกระพุ้งพิณ
เวลาบรรเลงใช้นิ้วจับไม้ดีดเขี่ยสาย
เพื่อให้เกิดเสียง ไม้ดีดปักทำด้วยงาช้าง
เขาสัตว์ หรือวัสดุที่มีลักษณะ
แบนและบาง
กระจับปี่พัฒนามาจากเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งของอินเดีย
มีต้นกำเนิดจากการดีดสายธนู ตามหลักฐานพบว่า
กระจับปี่มีมาตั้งแต่ สมัยสุโขทัย
|
| |
 |
 |
การดีด
พิณน้ำเต้า ปกติผู้ดีดจะไม่สวมเสื้อ
ใช้มือซ้ายจับทวน เอากะโหลกพิณประกบติดกับเนื้อที่อกเบื้องซ้าย
ใช้มือขวาดีดสาย ขยับกะโหลกปิดเปิดที่ทรวงอก
เพื่อให้เกิดเสียงก้องกังวานตามที่ต้องการ
ใช้นิ้วมือซ้ายช่วยกดหรือเผยอ เพื่อให้สายตึงหย่อน
การดีดจะประสานกับเสียงขับร้องของผู้ดีดเอง
|
พิณน้ำเต้า
สันนิษฐานว่า พิณมีกำเนิดในประเทศ
ทางตะวันออก พิณโบราณเรียนพิณน้ำเต้า
ซึ่งมีลักษณะเป็น พิณสายเดี่ยว
สันนิษฐานว่าชาวอินเดียนำมาแพร่หลาย
ในดินแดนสุวรรณภูมิ การที่เรียกว่าพิณน้ำเต้า
เพราะใช้ เปลือกผลน้ำเต้ามาทำ คันพิณที่เรียกว่า
ทวน ทำด้วยไม้เหลา ให้ปลายข้างหนึ่ง
เรียวงอนโค้งขึ้นสำหรับผูกสาย ที่โคนทวน
เจาะรูแล้วเอาไม้มาเหลาทำลูกบิด
สำหรับบิดให้สายตึงหรือหย่อน เพื่อให้เสียงสูงต่ำ
สายพิณมีสายเดียวเดิมทำด้วยเส้นหวาย
ต่อมาใช้เส้นไหม และใช้ลวดทองเหลืองในปัจจุบัน
|
| |
 |
 |
จะเข้
สัณนิษฐานว่า ได้รับอิทธิพลจากมอญ
เดิมทำเป็น รูปร่างเหมือน จระเข้
ไทยใช้จะเข้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
และคงเล่นอย่างบรรเลงเดียว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้นำจะเข้เข้ามาผสมแทนกระจับปี่
เพราะเสียงดีกว่าและดีดได้สะดวกกว่า
|
จะเข้
เป็นเครื่องดนตรีที่วางดีดตามแนวนอน
ทำด้วยไม้ท่อนขุดเป็นโพรงอยู่ภายใน
นิยมใช้ไม้แก่นขนุน เพราะให้เสียงกังวาลดี
ด้านล่างเป็นพื้นไม้ ซึ่งมักใช้ไม้ฉำฉา
เจาะรูไว้ให้เสียงออกดีขึ้น มีขาอยู่ตอนหัว
๔ ขา ตอนท้าย ๑ ขา มีสาย ๓ สาย
คือ สายเอก(เสียงสูง) สายกลาง(เสียงทุ้ม)
ทั้งสองสายนี้ทำด้วยเอ็นหรือไหมฟั่นเป็นเกลียว
สายที่สามเรียก สายลวด(เสียงต่ำ)
ทำด้วยลวดทองเหลือง ทั้งสามสายนี้ขึงจากหลักตอนหัวผ่าน
โต๊ะ (กล่องทองเหลืองกลวง) ไปพาดกับ
"หย่อง" แล้วสอดลงไปพันกันด้านลูกบิด(ปักทำด้วยไม้หรืองา)
สายละลูก โต๊ะนี้ทำหน้าที่ขยายเสียงของจะเข้ให้คมชัดขึ้น
ระหว่างราง ด้านบนกับสายจะเข้ จะมีชิ้นไม้เล็ก
ๆ ทำเป็นสันหนาเรียกว่า "นม"
๑๑ นม วางเรียงไปตามแนวยาว เพื่อรองรับการกด
จากนิ้วมือขณะบรรเลง นมเหล่านี้มีขนาดสูงต่ำลดหลั่นกันไป
ทำให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ เวลาดีดจะใช้ไม้ดีดที่ทำด้วยงาหรือเขาสัตว์
กลึงเป็นท่อนกลม ปลายเรียวแหลมมน
ดีดปัดสายไปมา ไม้ดีดนี้จะพันติดกับนิ้วชี้มือขวา
ส่วนมือซ้ายใช้กดนิ้วบนสายถัดจากนม
ไปทางซ้ายเล็กน้อย เพื่อให้เกิดเสียงสูงต่ำตามที่ต้องการ
|
| |
|
|
|